นกสองตัว

posted on 24 Jul 2013 17:02 by maddogbank directory Fiction

มีนกสองตัว มีนกสองตัว

เท่ากับมีนกสองหัว มีนกสองหัว

ไม่ใช่! ไม่ใช่!

นกไม่มีหัว นกมีแต่ตัว นกมีแต่ตัว

นกสองตัวตายแล้ว นกสองตัวตายแล้ว

ไม่…นกสองตัวยังไม่ตาย นกสองตัวยังไม่ตาย

เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร

 เป็นไปได้สิ เป็นไปได้สิ

นกสองตัวบินได้ นกสองตัวบินได้

เคลื่อนไหวสะดวก เคลื่อนไหวสะดวก

บินว่อนหากินปลวก บินว่อนหากินปลวก

อยู่ตามพื้นดิน  อยู่ตามพื้นดิน

แต่นกสองตัวมองไม่เห็น นกสองตัวมองไม่เห็น 

ปากก็ไม่มี ปากก็ไม่มี

แล้วกินอย่างไร แล้วกินอย่างไร

เฉลย…เรื่องนี้ต้องเฉลย

ใช้ก้นไงเอย ใช้ก้นไงเอย

เปลี่ยนจากเบ่งออกเป็นดูดเข้า เบ่งออกเป็นดูดเข้า

คิดว่าเป็นภาพที่ไม่น่าดู เป็นภาพที่ไม่น่าดู

เมื่อนกกินอิ่ม เมื่อนกกินอิ่ม

กลางปีกบินอีกครั้ง กลางปีกบินอีกครั้ง

 แต่จู่ๆฟ้าร้องเสียงดัง

ปัง!….ปัง!….ปัง!

เข้าใจผิด…

ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเสียงปืนลูกซอง เสียงปืนลูกซอง

จากนายพรานสักคน จากนายพรานสักคน

ยิงนกสองตัว ยิงนกสองหัว

นายพรานหยิบกล้อง ส่องดูทางไกล

เห็นนกสองตัว

นกยังบินได้ นกยังบินได้

แม้เหลือแต่ตัว แม้เหลือแต่ตัว

แต่นายพรานไม่ตกใจ นายพรานไม่ตกใจ

สงสัย สงสัย

สงสัยว่าทำไม

ทำไมไม่ตกใจ ว่านายพรานไม่ตกใจ

นายพรานแต่งเรื่องขึ้นมาไง แต่งเรื่องขึ้นมาไง

เรื่องนกสองตัว เรื่องนกสองหัว

………………………….

 

ความจริงถูกบิดเบือน ความจริงถูกบิดเบือน

กลายเป็นเรื่องเล่าขาน กลายเป็นเรื่องเล่าขาน

จนเป็นตำนาน จนเป็นตำนาน

 เล่าสืบต่อไป เล่าผิดต่อไป

 
 
 
 

พยายาม

posted on 14 Feb 2013 17:50 by maddogbank directory Fiction

เรื่องราวเรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ชื่อว่า “กาลครั้งหนึ่ง”

ชายหนุ่มคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ลำพังในบ้านหลังน้อยแบบไม่คอยใคร

เขาปล่อยให้เรื่องราวต่างๆผ่านไปโดยไม่คิดจับ คิดเก็บเอาไว้

ขนาดจิ้งจกที่เคยมาร่วมอาศัยในชายคาหลังเดียวกันก็ทยอยย้ายหายจากไป

ไม่รู้ทำไมจิ้งจกถึงย้ายจากไป ไม่รู้สาเหตุจริงๆ

แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ในชีวิตของเขาเริ่มมีการเคลื่อนไหวเมื่อมีเสียงดัง

“ปัก!” เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น  เสียงนี้ไม่ได้ดังมากถึงขนาดที่ต้องทำให้ใครตกใจ

เป็นเสียงที่พอจับความได้ยินได้จากสถานที่เงียบๆ

เสียงนั้นคือเสียงของเครื่องบินกระดาษ

ที่ถูกพับขึ้นมาจากกระดาษ A4 สีขาวอย่างที่เราๆท่านๆใช้บันทึกตัวหนังสือเอาไว้

เป็นเครื่องบินกระดาษที่ไม่ได้มีรูปร่างพิเศษอะไรถูกพับจับปีกให้เป็นรูปร่างด้วยการพับกระดาษห้าครั้ง

แล้วอะไรละที่พิเศษ?

สิ่งที่พิเศษและทำให้เครื่องบินกระดาษลำนี้แตกต่างจากเครื่องบินกระดาษทั่วไปคือ

ข้อความที่เขียนไว้ในเครื่องบิน

ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าเสียงนั้นเกิดจากเครื่องบินกระดาษที่มีข้อความเขียนไว้

 เขาแทบไม่ขยับร่างกายให้เคลื่อนไปหาเสียงนั้นแม้แต่น้อย

ดังที่บอก ชายหนุ่มไม่คิดจับ ไม่คิดเก็บเรื่องใดเอาไว้

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้อยู่เจ็ดวันเรื่องที่ทำให้ชีวิตเคยเคลื่อนไหวก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

แต่ต้องมีสักวันละที่ชีวิตเขาจะเปลี่ยนหรือเขาจะเปลี่ยนชีวิตเขาเอง

ซึ่งผมก็เล่ามาถึงตรงนี้พอดี เขาเดินไปตรงที่เกิดเสียง “ปัก!”  ริมหน้าต่างกระจกที่เคยใส

เขาเปิดกระจกแล้วก้มชะโงกดูพบว่ามีเครื่องบินกระดาษกองอยู่ระเกะระกะ

เก็บขึ้นมารวมๆกันได้เจ็ดลำไม่ขาดไม่เกิดแต่มีบิดเบี้ยวไปบ้างเพราะโดนน้ำค้างตกใส่

เขาคลี่เครื่องบินกระดาษออกดูคล้ายกับรู้ว่ามีข้อความอยู่ข้างใน

อาจจะเป็นเพราะพรมลิขิตดลใจหรือนิสัยส่วนตัว ที่ทำให้เขาทำอย่างนั้น

คลี่ลำที่หนึ่งออกอ่านข้อความข้างใน

“สวัสดีนะ ยินดีที่จะได้ให้เธอรู้จักผู้ได้รับจดหมาย” ลำที่หนึ่งผ่านไป

“เราสวัสดีไปแล้ว สวัสดีเราบ้างสิ…ดีมาก เราชื่อ ราพุลเชลนะ”  

ชั่งคล้ายกับชื่อนางเอกในนิทานที่ต้องอยู่บนหอคอย –ชายหนุ่มคิด

“เชื่อก็บ้าแล้วใครจะไปชื่อเหมือนเจ้าหญิงในนิทาน เชื่อคนง่ายอย่างนี้ระวังโดนหลอกนะ”

ลำที่สองผ่านไป 

ชายหนุ่มหยิบเครื่องบินกระดาษอีกลำที่เขียนกำกับด้วยเลข3ขึ้นมา

“จริงๆแล้วเราชื่ออืม…ไม่บอกดีกว่า บอกไปก็ไม่มีความหมายอะไรถ้าคนที่รู้ไม่ใส่ใจ”

จดหมายเครื่องบินกระดาษฉบับที่สามจบลง

คล้ายกับเรื่องที่เขียนขึ้นขาดตอนและต้องตามอ่านตอนต่อไปในลำที่สี่  

แล้วชายหนุ่มก็ทำเช่นเดิม

“เราอยากพบหน้าคนที่ได้รับจดหมายทั้งเจ็ดฉบับที่เราส่งไป

เราอยากให้เธอ นาย หรือ…อืมจะใช้สรรพนามอะไรก็ตามแต่เดินมาตามแผนที่ที่เขียนไว้ในจดหมายอีกสามฉบับ” แล้วจดหมายที่เหลืออีกสามฉบับก็ถูกเปิดอ่าน

เป็นแผนที่ที่เขียนด้วยมือ ดูง่ายเพราะเป็นรูปเส้นตรงสองเส้นที่เรียงต่อกันเป็นรูปตัวที

ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ ก็แค่เดินไปจนสุดถนนแล้วแล้วข้ามถนนไปก็แค่นั้นเอง

ทำไมถึงต้องเขียนใส่กระดาษตั้งสามแผ่นด้วยวะ แผ่นเดียวก็หน้าจะพอ –ชายหนุ่มคิด 

ผ่านไปหนึ่งคืนหลังจากที่ชายหนุ่มที่อ่านจดหมายทั้งเจ็ดฉบับ

เช้าวันรุ่งขึ้นไม่มีเสียง “ปัก!” ของเครื่องบินกระดาษ

ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าที่พอใส่ได้แล้วจึงเดินมาที่ประตูใช้มือบิดลูกบิดหมุนเพื่อให้ประตูเปิดออก

แสงจากด้านนอกมีโอกาสส่องเข้ามาเพียงไม่กี่วินาที

ชายหนุ่มขยับร่างกายผ่านประตูออกมา 

ไม่จำเป็นต้องตรวจดูแผนที่อีกรอบเพราะแค่เส้นสองเส้นคงไม่มีทางเดินหลงเป็นแน่

ชายหนุ่มใช้เวลาในการเดินเพียงสิบนาทีก็มายืนอยู่ตรงทางแยก

และเป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นที่สองที่อยู่ในกระดาษแผนที่

แหงนหน้ามองขึ้นไปยังหน้าต่างแล้วก็เห็นวัตถุสีขาว

ดูคล้ายเครื่องบินกระดาษลอยออกมาผ่านหน้าต่างบานนั้น

ชายหนุ่มขยำกระดาษที่เขาเตรียมมาซึ่งก็คือจดหมายทั้งเจ็ดฉบับ

ขยำรวมเป็นก้อนแล้วโยนให้ชนบานหน้าต่างบานหนึ่งที่ไม่ได้เปิด

แล้วจึงเดินหันหลังกลับตามทิศทางที่เครื่องบินกระดาษบินไป

 

เด็กน้อยคนหนึ่งเขาโรคหนึ่งติดตัวตั้งแต่เกิด

 เขามองอะไรไม่ได้ในที่มีแสงสว่างจ้า

ทุกครั้งที่เขาพยายามหรือเผลอขยับเปิดหนังตาขึ้นเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ

เขาจะรู้สึกแสบตามากจนต้องร้องจ๊าก!ทุกครั้งเมื้อแสงจ้าเข้าตา

หมอหลายคนวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคที่ไม่เคยทีใครบนโลกนี้เป็นมาก่อนหมอทุกคนไม่เคยพบเคยเห็น

คนบนโลกไม่เคยพบเคยเจอ

แต่มีคนตั้งชื่อให้โรคนี้ว่า“โรคแสบตาโดยกำเนิด”

โรคที่ไม่มีใครเคยเป็น มีเขาเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นโรคนี้

เขาได้กลายเป็นผู้ให้กำเนิดโรคนี้ขึ้นบนโลก

ทำให้เขาได้กลายเป็นคน(เป็นโรค)พิเศษ 

หมอทั่วโลกได้พยายามใช้วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของโรค

ถอนเอาเส้นผม เจาะเอาตัวอย่างเลือด

 ตัดชิ้นเนื้อบางส่วนของอวัยวะในร่างกาย ตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด ฯ

 ตรวจหาเท่าไหร่ก็ไม่พบสาเหตุของโรค

หมอหลายคนท้อและทอดใจไป 

บางคนถึงขั้นต้องลาออกจากอาชีพหมอเพราะก่อนทำการรักษาได้ประกาศว่า

 “ถ้าผมรักษาเด็กคนนี้ไม่หายผมขอลาออกจากการเป็นหมอ”

หมอเหล่านั้นไม่เคยถามเด็กน้อยเลยว่า “หนูจ๋าอยากหายไหม?”

ศิลปินนักวาดผู้มีชื่อเสียงโด่งดังก็นึกเสียดายแทนเด็กน้อย

ที่ไม่มีโอกาสได้รับชมพินิจพิจารณาความสวยงามของงานศิลปะที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างสุดฝีมือ

 บางทีโมนาลิซาที่อยู่บนสวรรค์ก็อาจรู้สึกเช่นศิลปินผู้นี้

“โลกนี้สวยงามขนาดนั้นเลยหรือครับ?”

 เด็กน้อยถามกับแม่ของตนทั้งที่ไม่เคยเห็นและไม่รู้ว่าความสวยงามคืออะไร

“ขนาดไหนละลูก?”

“นั้นสินะครับ ผมไม่รู้จักความสวยงามนี่นา ผมรู้จักแต่ความรักจากแม่”

เด็กน้อยและแม่มีสีหน้ายิ้มที่มุมปากน้อยๆ

“ปากหวานนะเรา”

“ได้พ่อมาเยอะ”

พ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ยิ้มในคำพูดของลูกชายบ้าง

เด็กชายต้องหลับตาอยู่ตลอดทั้งกลางวัน

เขารู้สึกเมื่อยล้าหนังตาบนที่ต้องประกบติดกับหนังตาล่างอยู่ตลอดกลางวัน

 เขาบรรเทาความเมื่อยล้านั้นด้วยการนอนหลับในตอนกลางคืน

วันหนึ่ง…เด็กน้อยได้พบกับเด็กน้อยอีกคน

เด็กน้อยอีกคนได้ถามเด็กน้อยว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมลืมตา?

เด็กน้อยจึงตอบคำถามด้วยการเล่าเรื่องของตนให้เด็กน้อยอีกคนฟัง

เมื่อเด็กน้อยอีกคนได้ฟังเรื่องราวของเด็กน้อย เด็กน้อยอีกคนจึงบอกกับเด็กน้อยว่า

 “เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะเอาแว่นตากันแดดมาให้เธอนะ”

เด็กน้อยทำคิ้วชนกันเป็นท่าทีสงสัยว่า “แว่นตากันแดด” คืออะไร?

อยากถามก็ไม่กล้ากลัวเสียเชิงชายคงต้องกลับไปค้น google ดู

……..

เรื่องราวที่ผมเขียนจบเพียงเท่านี้

ไม่ปรากฏว่าแว่นกันแดดช่วยเด็กน้อยได้หรือไม่

อยู่ที่ผู้อ่านจะกำหนด

 

 
 
 
 
 
 

นิทาน - ต้นไม้,เดียวดาย

posted on 19 Dec 2012 18:22 by maddogbank directory Fiction

ต้นไม้ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่กลางทุ่งนาสีทอง

มันยืนต้นอยู่ตรงนั้นมาหลายสิบปีโดยที่ไม่มีไม้ยืนต้นต้นอื่นมายืนเคียงข้าง

มีเพียงแต่ต้นข้าวต้นน้อยๆแต่หลายร้อยหลายพันต้นที่อยู่ภายใต้ร่มเงาเพียงน้อยนิดทีมันมี

มันคงจะรู้สึกเหงา ถ้าหากมันมีหัวใจที่รับความรู้สึกได้เช่นมนุษย์

หรือบางทีมันอาจจะดีใจที่มันไม่มีหัวใจที่จะมารับรู้ความรู้สึก เศร้า เหงา ทุกข์

อย่างเช่นมนุษย์

มันอาจจะรู้สึกว่ามันอยู่เหนือกว่ามนุษย์ผู้มีความต่ำเตี้ยกว่ามันก็เป็นได้

 

 

 

ที่ต้นไม้ต้นนี้มีร่มเงาเพียงน้อยนิดเพราะต้นไม้ต้นนี้ไม่มีกิ่ง,ก้านและใบ

 สาเหตุที่มันไม่มีกิ่ง,ก้านและใบนั้นไม่มีใครรู้และไม่มีหลักฐานจารึกไว้เป็นลายลักอักษร

มีก็แต่คู่รักหลายคู่ที่เคยมาสลักชื่อพร้อมเขียนรูปหัวใจคล้องกันเอาไว้บนผิวของต้นไม้

บ้างบางคนก็มาเดี่ยว เพื่อมาลบสิ่งที่เคยเขียนไว้พร้อมกับน้ำใสๆที่เรียกว่าน้ำตา

ตอนนี้ต้นไม้คงรู้แล้วว่าตนโชคดีที่ไม่มีหัวใจ

มีนักพฤกษศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า

ที่ต้นไม้ต้นนี้ไม่มีกิ่งก้านใบก็เพราะมันเตรียมตัวที่จะวิวัฒนาการก่อนเวลาอันสมควร

สงสัยมันไปแอบได้ยินที่นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์และนักอะไรต่างๆได้บอกไว้ว่า

 “อีกไม่กี่ปีโลกของเราก็จะร้อนขึ้น ฝนก็จะตกน้อยลง แสงแดดที่มีอุณหภูมิสูงจะแผดเผาทุกสิ่งไม่มีเว้น”

ต้นไม้ต้นนั้นจึงวิวัฒนาการตัวเองไปล่วงหน้า

 

 

“หน้าสงสารต้นไม้ต้นนั้นที่ไม่มีต้นไม้ต้นอื่นยืนต้นเคียงข้าง” คำพูดของชายหนุ่มคนหนึ่ง

“หน้าสงสารต้นไม้ต้นนั้นที่ไม่มีแม้แต่ใบให้กัดไกวในเวลาที่ลมพัดมา” คำพูดของหญิงสาวคนหนึ่ง 

 

 

ต้นไม้ต้นนั้นดำเนินชีวิตของมันไปเรื่อยๆตามกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่านและฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเพียงสิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดของต้นไม้ต้นนี้

คือมันสูงขึ้นสูงขึ้นและสูงขึ้นจนสายตาของคนธรรมดามองไม่เห็นปลายยอดของมัน

มีแต่คนแก่สายตายาวที่มองเห็นยอดของมันได้

โดยที่ไม่ต้องมองผ่านเลนส์ของกล้องDSLRหรือกล้องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

 

 

วันหนึ่งเครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสารเต็มเที่ยวบิน บินผ่านบริเวณที่ต้นไม้ต้นนั้นยืนต้นอยู่

เครื่องบินลำนั้นบินใกล้ต้นไม้ต้นนั้นในระยะประชั้นชิด เกือบที่จะสนิทแนบติดชนกัน

แต่นักบินของเครื่องบินลำนั้นสามารถบังคับเครื่องให้รอดพ้น

จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้พุ่งเข้าหาเครื่องบิน มีแต่เครื่องบินเท่านั้นที่พุ่งเข้าหาอุบัติเหตุเอง

หลังจากเครื่องบินลำนั้นบินผ่านไป

เครื่องบินลำอื่นๆก็ประสบพบกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับเครื่องบินลำนั้นหลายต่อหลายเที่ยวบิน

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้อยู่ไม่กี่วันต้นไม้ที่ยืนต้นเดียวดายนั้นก็ถึงฆาตถูกโค่นล้มตัดแบ่งเป็นแท่งๆ

เอาไปกองรวมกับไม้ชนิดอื่นที่โรงเรื่อยไม้ ผู้รับหน้าที่ตัดต้นไม้เดียวดายต้นนั้น 

 

 

“เสียดายต้นไม้ต้นนั้นนะน่าจะอนุรักษ์ไว้” คำพูดของหญิงสาวคนหนึ่ง

“ต้นไม้ต้นนั้นมันคงดีใจนะที่มันได้ไปรวมอยู่กับเพื่อนๆของมัน” คำพูดของชายหนุ่มคนหนึ่ง

 

 
 
 
 
 

"ขอเปลี่ยนคำถามครับ"

posted on 07 Dec 2012 09:46 by maddogbank directory Diary, Idea
 

      

        ด้วยความที่เป็นคนชอบดูหนังประเภทดราม่าอยู่บ่อยๆ

หนังประเภทนี้ส่วนใหญ่มักซ่อนเรื่องราวคำพูดหรือคำถาม

ที่มักจะสะกิดโดนต่อมความรู้สึกให้เรานั้นรู้สึกอินไปกับเรื่องราว

ที่คนเขียนบทและผู้กำกับถ่ายทอดออกมา

ผมเป็นคนอินกับหนังเลยพลอยทำให้ผมเป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจ

กับเรื่องคำพูดและภาษา(ที่อยู่ในคำถาม)ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือกับใครก็ตามผมเลยชอบเก็บเอาคำถาม(ที่บางครั้งก็ตอบไปแล้ว)

กลับมาคิดอีกทีว่าทำไมผมถึงถูกถามคำถามนั้น

      ตอนนี้ผมประกอบอาชีพหลักคือเป็นนักศึกษาส่วนอาชีพรองนั้นก็มีหลายอย่างครับ

ไม่ว่าจะเป็น เล่นดนตรี, วาดรูป , คิดมุกตลก(มันก็คิดว่าเป็นงาน)

และด้วยเพราะมีอาชีพรองในแบบนี้เลยจำเป็นต้องมีความ “คิดสร้างสรรค์”

เพื่อให้งานที่ทำนั้นออกมาดีและมีความเป็นตัวของตัวเอง

เมื่องานเสร็จ(ในที่นี้คือเขียนหนังสือ)ผมก็เอาไปให้เพื่อน

ผู้เป็นกัลยาณมิตรอ่านเพื่อพิจารณาดูว่าดีหรือยัง

เมื่อเอามาให้เพื่อนอ่าน ก็ต้องพร้อมยอมรับในคำวิจารณ์และคำถามที่ตามมา

ในบรรดาคำถามทั้งหมดคำถามที่ผมถูกถามอยู่บ่อยครั้ง

จากคนที่ได้อ่านงานเขียนของผมคือ “คิดเองหรอ?”

ขอบอกตรงๆเลยครับว่าผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยที่ได้ยินคำถามในแง่นี้

เป็นคำถามที่ฟังดูแล้วคล้ายกับโดนดูถูก(ความคิด)ยังไงก็ไม่รู้

ลองนึกเรื่องราวนี้เป็นโทนสีขาวดำตามผมนะ(ดึงเข้าดราม่าจะได้ดูเศร้าๆ)

สมมุติว่าคุณตั้งใจทำอะไรสักอย่างหรือคิดอะไรสักอย่างแล้วทำออกมา

ให้มันเป็นผลงานที่ดีเพื่อให้คนอื่นได้เห็น

คิดเองทั้งหมด ทำเองทั้งหมด แต่กลับถูกถามว่า “คิดเองหรอ?”

กับผลงานตัวเองแบบนี้รู้สึกไม่ดี(มากๆ)ครับ

อาจจะผิดที่ผมเองเป็นคน sensitive แล้วก็มองโลกในแง่ร้ายเกินไปกับเรื่องแค่นี้ (ทำหน้าเศร้า)

มันไม่ผิดหรอกครับที่จะถาม แต่แค่คนโดนถามมันรู้สึกไม่ดีก็เท่านั้น(ตอนนี้น้ำตาไหลล่ะ)

แต่ไม้ต้องห่วงครับผมมีวิธีแก้ปัญหามานำเสนอครับ

วิธีนี้ไม่ได้ได้มาจากจอร์จหรือซาร่าในโฆษณาสินค้าจากทีวีไดเร็กแต่อย่างได

ผมได้มาจากการคิดเข้าข้างตัวเองทั้งนั้นครับ

เมื่อเรารู้ปัญหาแล้วเราก็มาลงมือแก้กันเลยนะครับ

ทำได้ไม่ยากแค่เราลองมาเปลี่ยนรูปประโยคคำถามแค่นั้นเอง

เพียงคุณเปลี่ยนรูปประโยคคำถามจาก

“คิดเองหรอ?” เป็น “คิดได้ไง?เก่งจัง”เพียงเท่านี้ชีวิตและจิตใจ

ของคนที่ถูกถามจะดีขึ้นมาทันตา(อ่านแล้วทำเสียงให้เหมือนจอร์จและซาร่าจะได้อารมณ์มาก)

แต่ถ้าถูกถามด้วยประโยค “คิดได้ไง?เก่งจัง” กับผลงานนั้น

แล้วเราไม้ได้คิดเองก็ควรจะบอกว่าไม่ได้คิดเองด้วยนะครับไม่ใช่สวมรอยเหมือนที่หลายคนทำ

         ถ้าโดนถามด้วยคำถามแบบนี้รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยนะครับ

สำหรับคนที่ทำงานเองลงมือเองคิดเองเมื่อได้ยินคำถาม(ผสมคำชม)

แบบนี้แล้วมันรู้สึกดีและมีกำลังใจที่ดีในการผลิตผลงานดีๆออกมาเยอะๆ

         เห็นมั้ยครับว่าแค่เปลี่ยนรูปคำถามนิดเดียวก็ทำความรู้สึกเปลี่ยนไป

การเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องเดิมในมุมมองใหม่นั้นมันก็ทำให้เราได้เห็นภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม

       เมื่อเรามองเห็นปัญหาเราก็ต้องเลือกที่จะใช้กระบวนการต่างๆให้เหมาะสมกับการแก้ปัญหานั้นๆ

จากแย่กลายเป็นจากดีกลายเป็นดีขึ้นเพราะฉะนั้นเมื่อรู้แล้วก็ผมขอใช้ตัวช่วยครับ

       “ขอเปลี่ยนคำถาม” ครับ

        

............................................................

ห่างหายจากบล็อกไปนานเนื่องด้วยภาระงานสังเกตการสอน(4อาทิตย์ที่แล้ว)

บวกกับการเปิดเทอมที่ช้ากว่าคนอื่นเลยทำให้งานท่วมท้นล้นปี่

เหนื่อยครับ -_-

สายรุ้ง

posted on 01 Nov 2012 18:25 by maddogbank directory Fiction
 
 
 
 
 
 
เมื่อผมยังเป็นเด็ก ผู้ใหญ่หลายคนทำให้ผมรู้สึกว่า
 
ถึงแม้สายรุ้งนั้นจะเป็นสิ่งสวยงามแต่สายรุ้งนั้นก็น่ากลัวและอันตรายมาก
 
ถึงขนาดที่เราจะพูดถึงสายรุ้งไปในทางที่ไม่ดีไม่ได้
 
ชี้นิ้วไปที่สายรุ้งไม่ได้
 
จึงมีเรื่่องเล่าถึงสายรุ้งอยู่เรื่องนึงว่า
 
 
"สายรุ้งนั้นเป็นสะพานเพื่อให้เทวดาเดินลงมาตักเอาน้ำ
ที่ตกลงมาบนโลกกลับขึ้นไปบนสวรรค์
เพื่อตรวจสอบดูว่าน้ำนั้นมีความบริสุทธิ์พอที่จะให้มนุษย์เอามาใช้เอามาดื่มได้ไหม
และถ้าหากน้ำที่ตกลงมานั้นไม่มีความบริสุทธิ์พอ
เทวดาก็จะให้สายรุ้งดูดกินน้ำที่ไม่บริสุทธิ์กลับขึ้นไปบนสวรรค์"
 
 
พอโตมาอีกหน่อย ผมก็ได้รู้ว่าผมสร้างสายรุ้งขึ้นมาเองได้
 
เพียงแค่ฉีดน้ำจากสายยางให้เป็นฝอยๆไปในอากาศที่มีแสงแดด
 
ให้ได้มุมที่เหมาะผมก็จะได้สายรุ้งของตัวเอง
 
และสามารถแบ่งปันสายรุ้งนั้นโดยการชวนพ่อชวนแม่ชวนน้องมาดูสายรุ้งที่ผมสร้าง
 
แม้สายรุ้งนั้นจะไม่ได้สวยงามเหมือนกับสายรุ้งที่อยู่บนฟ้า
 
แต่มันก็เป็นสายรุ้งที่ทำให้ผมภูมิใจเพราะผมสร้างมันขึ้นมาเอง
 
พอโตมาอีกนิด(ปัจจุบัน)ผมก็ได้รู้ว่า
 
แท้จริงแล้วผมไม่ได้เป็นคนสร้างสายรุ้งนั้นขึ้นมาทั้งหมด
 
เพราะเมื่อผมต้องการสายรุ้งในยามค่ำคืนผมกลับสร้างสายรุ้งขึ้นมาไม่ได้
 
จากนั้นผมจึงรู้ว่าผมไม่ใช่ผู้สร้างทุกสิ่งจากตัวผมเอง
 
แต่...ก็ใช่ว่าผมจะไม่มีสายรุ้งในยามค่ำคืน
 
เพียงแค่ผมจินตนาการถึงสายรุ้งแสนสวยนั้น
 
ผมก็มีมันเป็นภาพให้เห็นอยู่ในความคิดของผมเองได้แล้ว